คุยกับพี่อิษฏ์ ทัศนะ มุมมอง แถมด้วยวิธีดองบทความข้ามปี !!!

อริส: ตอนนี้พี่อิษฏ์ เรียนต่อทางด้านสถาปัตย์อยู่ ทำไมพี่ถึงเลือกเรียน ทางด้านนี้คะ ทั้งๆที่พี่ เรียนจบมาทางด้านสายวิทย์

พี่อิษฏ์ : ช่วงแรกจบมาก็อยากเรียนสายวิทย์นะ ก็ไปสอบที่ ม.ช. แต่เรียน ที่นี่ไม่จบ เขาไม่ให้ไปก็เลยต้องกลับมาเรียนก่อน พอเรียนจบก็ไปสอบปรากฎว่าคราวนี้สอบไม่ผ่าน ก็ไปหางานทำ ทำงานสักพักชักเริ่มเบื่อแล้ว อยากรู้อะไรเพิ่มอีก พอดีเจอรุ่นพี่ที่สนิทกัน มาเรียนทางนี้อยู่ ก็เลยเปลี่ยนสาย จริง ๆ แล้วชอบทางด้านนี้นะ แต่สอบเอนทรานซ์ไม่ติด มาติดคณะวิทย์แทน

อริส : พี่อิษฏ์คิดว่า แนวความคิดทางด้านวิทยาศาสตร์ที่เราได้เรียนมาก่อนพอไปเรียน ทางด้านสถาปัตย์ซึ่งมีศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แนวความคิดหรือวิธีคิด มันต่างกันไหมในเวลาทำงาน

พี่อิษฏ์ : อืม... (คิดไป 3 วิ) จะบอกว่าตั้งแต่เรียนที่นี่ เราก็ไปสลับเรียนกับของอักษร ไปลง Drawing ไปลงอะไรแบบเนี้ยบ้าง คือเรียนมาเรื่อย ๆ และก็ไม่เคยคิดว่ามันจะแยกจากกัน ความรู้ในสมัยก่อนทุกอย่างมันรวมอยู่ พึ่งจะแยกกันกันในสมัยหลังเราจะเห็นว่าคนรุ่นก่อนไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นอะไร รู้อะไรเรื่องเดียว ก็เลยคิดว่า ถ้ารู้ก็ควรรู้ทั้งหมด เหมือนเป็ดหน่ะ ทำอะไรก็ไม่ดีเลย แต่ทำได้หมด รู้กว้าง ๆ ชอบอย่างนั้นมากกว่าชอบงานฉาบฉวย (หัวเราะ)

อริส : ระหว่างที่จบจากที่นี่(มศก.)ไป จนกระทั่งเข้าเรียนที่คณะสถาปัตย์ พี่เว้นช่วงไว้นานไหม

พี่อิษฏ์ : ปีครึ่ง ในการทำงานนั้นเราต้องขอบพระคุณอย่างสูง คือทำให้ได้รู้จักกับโลกอีกแบบหนึ่งเลย จนอยากจะมาขอพูดให้น้องฟัง ก็ดูจะหน้าด้านไป ไม่มีใครชวนเลย(ฮา) เพราะอยากบอกว่าวิชาสิ่งแวดล้อมที่เราเรียนมา เรียนมาเพื่อใช้แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ว่าโอกาสที่จะรู้กระบวนการอื่นที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มันมีน้อย เพราะว่าไม่มีใครแนะแนว เวลามีใบประกาศสมัครงานส่งมาทีก็มีแต่งานระบบในโรงงานเป็นส่วนใหญ่ ทางเลือกอื่นมีน้อยมาก แต่ไม่ได้หมายถึงงานโรงงานไม่ดีนะ เพียงแต่คิดว่าอาจจะมีนักศึกษาบางคนอยากลองทำงานต่างออกไป

อริส : แล้วช่วงที่พี่ทำงาน พี่ทำงานเกี่ยวกับอะไรคะ

พี่อิษฏ์ : ทำงานกรมส่งเสริมสุขภาพสิ่งแวดล้อม แต่ถ้าใครสนใจไปสมัครงานได้นะงานสนุกมาก ทำอยู่ในส่วนส่งเสริมความร่วมมือภาคประชาชน ก็ออกไปทำงานร่วมกับพี่ๆ NGO เป็นหน่วยงานประสานความร่วมมือ เพราะว่างานนี้เป็นงานที่ทำร่วมกับ NGO เป็นส่วนใหญ่ แต่เราอยู่ภาครัฐมันก็อาจจะโดนเพ่งเล็งในบางช่วง ส่วนตัวงานที่ทำเน้นทางด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราทำงานอยู่ในกลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติลุ่มแม่น้ำปิง อยู่กรุงเทพ 15 วัน ไปต่างจังหวัด 15 วัน บางที ไปเดือนนึงก็อยู่เชียงใหม่เลย ไปจนจะพูดเหนือได้แล้ว สนุกดี

อริส : เล่าให้ฟังได้ไหมว่าไปทำอะไรบ้าง

พี่อิษฏ์ : 3 เดือนแรก เราถ่ายเอกสารอย่างเดียวเลยนะ ถ่ายจนเซ็ง ให้ ถ่ายเอกสารอีกแล้ว ถ่ายเอกสาร เย็บเล่ม ถ่ายเอกสาร เย็บเล่ม ทำจนจะหลับตาทำได้แล้ว (หัวเราะ) มันเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่เราต้องหาความสนุกของมันให้เจอแล้วเราก็จะสนุกได้ ไม่ค่อยเครียดก็สนุกดี ดีที่หัวหน้าให้โอกาสมาก ให้อ่านหนังสือเวลาว่างงานได้ ว่างปุ๊บก็อ่าน หานิยายมาอ่านที่ทำงาน ก็เคยถามเขาว่า ทำอย่างนี้ได้ไหม เขาบอกว่า อ่านไปเลยทุกอย่าง มันได้ใช้แน่แต่ไม่รู้เมื่อไร เพราะอยู่ที่นู่นมีงานที่ต้องเกี่ยวกับงานเขียนอย่างเขียนคำกล่าวเปิดงาน เขียนบทบรรยาย หรือบทความ เขาก็เลยไม่ว่าถ้าจะอ่านหนังสือ เพราะบางทีเราต้องเอามาใช้ ต่อมาได้รับมอบหมายให้เป็นการจัดการลุ่มน้ำดังมาก งบเยอะมาก คือมีการจัดการลุ่มน้ำสายหลักทั้ง 25 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ลุ่มน้ำปิงเป็นลุ่มน้ำนำร่อง งานสนุกมาก ได้เจอคนหลากหลาย ไปคุยกับพี่น้องปกาเกอะญอไปคุยกับคนเมือง ไปคุยกับคนยอง ก็อยู่กับคนท้องถิ่น ก็วนอยู่อย่างนี้ ทำงานร่วมกับ NGO เราจะเห็นวิธีการว่าเขาทำอย่างไร ได้รู้ว่า NGO เขาเป็นอย่างไร คิดอย่างไร และที่สำคัญได้รู้ว่าข้าราชการที่ดีก็มีอยู่เยอะ ทำให้เข้าใจอะไรมากขึ้นบ้าง เพราะบางทีเวลาเรามองอะไร เรามองไม่พ้นตัว อะไรก็ตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้แคบลงเรื่อยๆ พอได้ทำงานได้คิดทำให้เราเริ่มมองกว้างออกไป มองเห็นคนอื่นบ้าง ทำงานช่วงแรก ๆ นะ คุยกับชาวบ้านก็คุยไม่รู้เรื่องใช้ภาษาคนละภาษา ก็เริ่มจดเลยนะ คำนี้ พูดอย่างนี้ หมายความว่าอย่างนี้ จดแล้วก็ท่องไปก่อน ชอบฟังเพลงจรัญ ฟังแล้วก็ให้รุ่นพี่ที่เป็นคนลำปางแปลให้ สนุกมาก พอแปลเสร็จก็เริ่มไปคุย ด้วยความที่เราเป็นคนอีสาน เวลาพูดเหนือปุ๊บก็จะเอียงไปทางอีสาน (หัวเราะ) เออ ! ไปทางนั้นเลย แต่ชาวบ้านก็ดูสนุกดี เพราะเราเด็กกว่าเขาก็เอ็นดู

อริส : พี่อิษฏ์จบสิ่งแวดล้อม แล้วได้นำความรู้ที่เรียนไปใช้ในการทำงาน NGO มากน้อยแค่ไหน

พี่อิษฏ์ : ใช้เยอะเหมือนกัน คือเรารู้ระบบจริงของมันไง ว่าระบบมันเป็นมาอย่างไร โดยตัววิชาที่เรียนมา มันมีส่วนผสมของเคมีครึ่งหนึ่ง ชีววิทยาครึ่งหนึ่ง มันผสมผสานกัน จะว่าไปมันก็ดี แต่มันก็ไม่ได้ลึกซึ้ง อันนี้ซอยมาทีละครึ่ง เอามาผสมเพื่อแก้ปัญหา ที่ ม.มหิดล ก็เปิดสิ่งแวดล้อม แต่เน้นไปทางชุมชนไม่แน่ใจว่าเฉพาะปริญญาโทหรือเปล่า เคยทำงานร่วมกับเขาก็ดีนะ ส่วนที่ได้เอาไปใช้มาก คือ ประสบการณ์อย่างอื่น เคยทำงานจริงกับอาจารย์ในภาค รู้กระบวนการจริงดีมากทำให้เราเข้าใจ จะบอกว่า ไม่อยากให้ทิ้งอะไรที่อยู่รอบตัว อะไรที่พอทำได้อย่าปฏิเสธมัน ทำไปก่อน เพราะเราว่าเวลาอีกสองปี(จบช้ากว่าเกณฑ์)ที่เพิ่มให้มันทำให้ได้เรียนรู้อย่างอื่นเพิ่ม อย่างน้อยๆ ก็พยายามที่จะเข้าใจอะไรๆ ช่วยในเรื่องงานได้เยอะ เพราะปัญหาส่วนมากมักเกิดจากความไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ อย่างชาวบ้านเขาเรียกร้องอย่างนี้นะ ทำไมรัฐบาลต้องทำอย่างนี้ ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างคิดไปคนละอย่าง มันเป็นปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดของทั้งสองฝ่ายที่ไม่ได้พยายามที่จะเข้าใจกัน และช่วยกัน

อริส: นอกจากเรื่องที่เรานำความรู้ที่ได้เรียนมาไปใช้แล้ว พี่คิดว่าประสบการณ์จากที่เราได้ทำกิจกรรมมันช่วยเราในการทำงานได้ไหม

พี่อิษฏ์ : (ตอบขึ้นมาทันที) โอ้ ! สูงมาก อย่างน้อยเราไม่ดูถูกคน ทำงานร่วมกับคนอื่นได้จะเล่าให้ฟัง ครั้งนึงเคยขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นไปบนดอย แถวแม่วาง จ.เชียงใหม่ จริงๆ ก็เคยขึ้นไปหลายรอบนะ ขึ้นไปทำงาน พอมาเรียนแล้วก็อยากขึ้นไปทำรายงานเกี่ยวกับชาวปกาเกอะญอ เรื่องไร่หมุนเวียน ปรากฎว่าขึ้นไปแล้วรถยางแตกบนดอย ทำไรไม่ได้เลย ร้านซ่อมก็ไม่มี พี่ชายปกาเกอะญอคนหนึ่ง มาช่วยซ่อมให้ ขณะที่ซ่อมไปเขาก็บอกไปว่า คนเมืองทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง (หัวเราะเบา ๆ) เออ ! จริงแค่นี้ก็ทำไม่เป็น คือ เขาอยู่บนเขาไม่มียางเปลี่ยน เขาก็ตำข้าวเหนียวตำอะไรใส่ อยู่ได้ทำได้ทุกอย่าง ว่ากันว่าปกาเกอะญอนี่ถือพร้าเล่มเดียวมาสร้างบ้าน ในขณะที่เราหล่ะมีอะไร (หัวเราะเบา ๆ) รู้ทุกอย่างเลย ความรู้ท่วมหัว ตอนทำรายงานเราไปอ่านหนังสือเรื่อง ป่า 7 ชั้น ภูมิปัญญาปราชญ์ลองไปอ่านดู รู้สึกจะเรียบเรียงโดยคุณกรรณิกา พรหมณ์เสา กับใครอีกคนจำไม่ได้ ที่แปลกก็ตรงที่ ป่า 7 ชั้นของปกาเกอะญอ พอแบ่งมาแล้ว มาเทียบตำราทางวิทยาศาสตร์แล้วมันเกือบจะเหมือนกัน เราเจออย่างนี้บ่อย ๆ เออ ! เราก็เลยรู้สึกว่า เราไม่ได้มีอะไรมากกว่าเขาเลยนี่หว่า จะว่าไปน้อยกว่าด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่เราเรียนไป เราก็รู้ในสิ่งที่ไม่ต่างจากที่เขารู้นั่นแหละ แต่บางอย่างที่เขารู้เราไม่รู้ไง เราไม่รู้ว่าสร้างบ้านต้องทำยังไง ต้องเลือกไม้ไผ่ยังไง เราเข้า เราตายป่า เขาไม่ตาย

อริส : เหมือนเขาใช้ประสบการณ์ใช่ไหม

พี่อิษฏ์ : ใช่ ๆ รู้สึกว่าพวกเขาสั่งสมถ่ายทอดผ่านเล่าเรื่อง ผ่านการกระทำ มีการร้องอู่ทา ที่เป็นเหมือนกับกลอนร้องหรือนิทานในเทศกาลของกลุ่มชน เล่าเรื่อง ชีวิตดั้งเดิม เล่าประสบการณ์ คติสอนใจ ทั้งที่เราลืมไปแล้ว ทั้งที่การศึกษาภาคใหม่ก็ทำลายไปเยอะนะ น้องมาไกลกันรึเปล่า? เป็นคนแถวนี้รึเปล่า?

เตี๊ยม : ผมมาไกลครับ

พี่อิษฏ์ : กลับบ้านกันปีละกี่ครั้งล่ะ

เตี๊ยม : อย่างเทอมนึง ก็เฉลี่ย 3 ครั้งครับ

พี่อิษฏ์ : เรากลับไปดูที่บ้านนะ น่าเศร้านะ คือ รู้สึกว่าพวกเขาเหมือนโดนทิ้ง ลูกหลานออกไปเรียนกันหมด แล้วไม่ค่อยจะอยากมีใครกลับบ้านสักเท่าไร ถามหน่อยว่า เราคิดจะไปทำงานที่บ้านไหม

เตี๊ยม : ก็คิดนะครับ อยากจะไปทำงานที่บ้าน

พี่อิษฏ์ : เออ ! อย่างนี้ก็ถือว่านายโชคดีที่มีความอยาก

อริส : ตอนที่พี่เรียน พี่ทำงานชมรม อยู่ในชมรมตั้งแต่ตอนปี 1 รึเปล่า

พี่อิษฏ์ : เปล่าครับ ชมรมยังไม่เปิด มาเปิดเอาตอนเรียนอยู่สักปี 3 เทอม 2 มั้ง ตอนนั้นก็คุยกันว่า น่าจะมีไหม ตอนนั้น อ.กัมปนาทก็ไฟแรงมากครับ แต่พวกเราคิดว่าเอาสนุก ถ้าไม่สนุกก็ไม่ทำ แต่ก่อนอยู่ชมรมอาสาก่อน แล้วอยู่มาเรื่อยๆ จนเป็นคณะกรรมการ ก็มาทำตรงนี้ด้วย จัดทั้ง 2 ชมรม แล้วก็ไปร่วมงานกับครูอาสาอีกตอนหลัง เพราะรุ่นนั้นจะรู้จักคนเยอะ คือรู้จักแล้วก็เชื่อมๆ กันไปเรื่อยๆ สนุกมันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ซึ่งในชุดนี้ก็อยากให้ไปร่วมกับคณะอื่นบ้าง ไม่ใช่มีแต่คณะเรา น่าจะสนุกขึ้นนะ

อริส : ตอนรุ่นพี่อิษฏ์ กิจกรรมที่ทำในชมรมมีอะไรบ้าง

พี่อิษฏ์ : ตอนนั้นมันคงไม่ต่างจากตอนนี้หรอกนะ พาดูนกตอนเช้า อังคาร พฤหัส เช้า-เย็น แล้วก็จะช่วยชมรมครูอาสาสอนเด็กช่วงนึง อาจจะเป็นตอนเย็น จำวันแน่นอนไม่ได้ สนุกดี เด็กดื้อ (หัวเราะ)

อริส : อย่างที่พี่อิษฏ์แบ่งเวรกัน ก็คือไม่จำเป็นต้องมาดูทุกครั้งใช่ไหม

พี่อิษฏ์ : (พูดตอบขึ้นมาทันที) อืม ! ก็ไม่จำเป็นต้องมาดูทุกครั้ง ถ้าคนไหนว่าง อยากมาดูก็มาดูได้เลย ไม่ใช่เป็น

อริส : เรื่องความสนุกเป็นเรื่องของช่วงอายุด้วยรึเปล่า

พี่อิษฏ์ : คือส่วนมากเพื่อนๆ จะรู้จักกันมาก่อนหน้านี้จากค่ายอาสา หรืออย่างพวกที่ไปเที่ยว เดินทางด้วยกัน ก็เป็นคนที่แบบบอกกันไม่ได้ เข้าใจป่ะ ! จะบอกว่านายทำนั่น ทำนี่นะ ไม่ได้ไง ก็ไม่ทำอะไรที่ไม่สนุก มันก็เลยสนุกอย่างเดียว มันไม่ได้เรื่องราว ไม่รู้จะสนุกอะไรกันหนักหนา (หัวเราะ) บางทีประชุมกันเครียด ๆ สักพักก็จะมีคนทำให้ขำ บางทีก็เบื่อนะ คือเรื่องจำเป็นจะต้องได้ เออ ! บางทีก็ไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร ที่ผ่านมาก็สนุกมาก อาจารย์เขาคงเครียดกว่าเรา (หัวเราะ) เราไม่เครียดหรอก


อริส : แล้วตอนนั้นอาจารย์เค้าว่ายังไงมั่ง อาจารย์เขาซีเรียสไหมอ่ะ

พี่อิษฏ์ : อาจารย์ค่อน ข้างเปิดฮกาสให้เยอะ ว่าอยากทำอะไรก็แล้วแต่คุณ เค้าก็คอยสนับสนุน เป็นที่ปรึกษา เป็นคนที่พยายามที่จะให้เราได้ฝึกคิดเองกว้างกว่านั้น แต่งานเนี๊ยบนะ

อริส : เหมือนกับว่าเราอยากทำอะไรก็ทำ

พี่อิษฏ์ : ใช่ แต่ก็คอยดู คอยให้คำปรึกษาตลอดนะ ปัญหาใหญ่ของชมรมเราก็คือ “เรื่องเงิน” ไม่ว่ารุ่นไหน

อริส : พี่อิษฏ์ว่ามันจะแก้ปัญหานี้ได้ไหม

พี่อิษฏ์ : แก้ได้นะ จริง ๆ แล้ว เราทำเป็นเชิงพาณิชย์เลยก็ได้ แต่เราจะทำรึเปล่า มันต้องมีเงินก้อนตั้งต้นงัย ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ อีกอย่างก็ระบบการจัดการ จริง ๆ แล้วอ่ะ ในใจนะ อยากทำให้เป็นระบบด้วยซ้ำ แต่ว่าปัญหาเยอะ ถ้าจะเน้นเฉพาะดูนกเลยเนี่ยมันยาก จะทำนู่นทำนี่ขาย บางทีถ้าทำแล้วไม่ดีจริง ๆ ก็ขายไม่ได้ไง ดังนั้น ต้องคิดว่า ถ้าทำต้องทำให้ดีเลย อย่างเสื้อทำให้สวยเลย จะทำเข็มกลัดก็ทำแบบที่คนมองแล้วต้องอยากได้อ่ะ อย่างนี้ขายได้ชัวร์ ราคาสูงก็ขายได้ แต่ปัญหาที่ผ่านมาตลอดเนี่ย เราก็ไม่รู้นะเราว่าอาจจะยังคิดน้อยไป คืออยากทำก็ทำไม่คิดว่าทำอย่างไรจะเปลี่ยนเป็นเงินได้ มันยากตรงนี้แหละ เราเองก็คิดไม่ได้หรอก ยาก

อริส : ตั้งแต่รุ่นพี่อิษฏ์มา นอกจากปัญหาเรื่องเงินแล้ว มีปัญหาเรื่องอื่นอีกไหมคะ

พี่อิษฏ์ : ปัญหา เพราะว่าเราสนุกกันเกินไป

อริส : ทำงานลำบากขึ้นเหรอ

พี่อิษฏ์ : มันก็ไม่ได้ลำบากหรอก แต่อย่างที่บอกมันสนุกกันเกินไป มันฟุ้งอ่ะ ทำนู่น ทำนี่ แต่ทำอย่างที่ชอบก็ดีไม่เบื่อ

อริส : ตอนที่ไป trip สุโขทัย พี่ไปกี่วันแล้วไปกันยังไงเอ่ย

พี่อิษฏ์ : จำแน่นอนไม่ได้นะ รู้สึกสัก 4-5 วัน trip นั้นเต็มเร็วมากนะ แล้วก็เล่นกันได้ดี ทำได้ดี ความสำคัญ อีกอย่างหนึ่ง ก็คือ connection เพราะทุกคนที่ไป แทบจะรู้จักกันหมด ก็เป็นน้อง ๆ ที่ทำค่ายอาสาบ้าง ชมรมครูอาสา เค้าก็ชวนเพื่อนๆ มากัน

อริส : คือสนิทกันมาก่อน แล้วก็ชวนกันไป

พี่อิษฏ์ : อืม ! พอสนิทคนหนึ่งก็ไปชวนเพื่อนเขามา คนนี้พี่นะ อ้าว นี่น้องคนนี้ แล้วจัดเป็นก้อนใหญ่ ไป แต่ถามว่าทุกคน happy ไหม ตอนไปก็คือ พอสังเกตได้ว่าบางคนก็ไม่ happy หรอก คือตั้งใจไปเที่ยว เราไม่รู้สึกเสียใจอะไร คือว่า เราเองก็ไม่ค่อยดูนกเท่าไหร่ (หัวเราะ) เราเองก็อยากเที่ยว แต่พอมันบรรลุจุดประสงค์ก็ถือว่าดี พอใจ

อริส : นอกจากไป trip ที่สุโขทัยแล้ว มีไปที่อื่นอีกบ้างไหม

พี่อิษฏ์ : ก็ไปกำแพงแสนมั่ง นอกนั้นก็เป็น trip นกเป็นปกติ แล้วก็ทริปของชั้นเรียนไปได้ก็ตามไป นัดกันไป อาจารย์เขากำหนดมาว่า อืม………(คิด 3 วิ) อย่าให้เกินนั้นเกินนี้นะ เพื่อนนี่เปลี่ยน เพื่อนนี่ไป แต่มันไม่ได้หรอก เราก็จะแอบบอก ๆ กัน ก็ให้ไปรอตรงนี้นะ เดี๋ยวรถต้องผ่านอยู่แล้ว คือ ไปถึงต้องอยู่ตรงนี้อยู่แล้ว คือแยกกันไปก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยมา ก๊อกแก๊ก ๆ แล้วรวม ๆ ก็จะเที่ยวด้วยกันเหมือนเดิม (หัวเราะ) เป็นลักษณะนั้นตลอด ได้เที่ยวสนุกดี

เตี๊ยม : เรื่องดูนก พี่อิษฏ์ยังดูอยู่หรือเปล่า แบบไปพวกตามป่าตามเขา

พี่อิษฏ์ : เราดูนกเป็นการผ่อนคลายมานานแล้ว คือไม่ได้คิดจะจริงจังตั้งแต่ต้น แต่เรารู้ว่าเราดูนกไม่เก่งหรอก สำหรับเราชอบดูเพราะมันผ่อนคลาย บางทีก็ดูนกกางเขนหลังห้อง ก็ดูไปเรื่อย ๆ บางทีทำท่าตลก ๆ มันก็สนุกดีเพลินดี เราไม่ได้เน้นว่าตอนเจอตัวนั้น ตัวนี้นะ แต่ตอนแรก ๆ ก็มี ไปเลยเกาะขาเดี่ยว ไปกับเดี่ยวนี่เจอแน่ (หัวเราะ) ตัวใหม่ พึ่ม! เฮ้ยเจอจริง ๆ คนนี้เขาของจริงครับต้องยอม ไปแป๊บเดียว ได้นกใหม่เต็มหน้าก็ดีครับ พักหลังดูเบื่อก็ลองเปลี่ยนมาฟังเสียง ไม่ดูแล้ว เราชอบไซโคเพื่อน บางทีเดินไป ฟังเสียง พูดชื่อนกแล้ว ก็จะแกล้งคนอื่นนั่นแหละ พอนกร้องเราก็ไม่รู้หรอก พูดชื่อนกไป เหมือนรู้ (หัวเราะ) คนอื่นก็โห สุดยอด จริงๆไม่ใช่ถูกบ้าง

เตี๊ยม : แล้วจะดูนกอย่างไรให้ร่าเริง เพราะว่าอย่างน้อย ๆ เนี่ย ไปดูแล้ว แต่ identify ไม่ออก เขาก็ไม่อยากมาดูอีก เราควรจะทำอย่างไรดี

พี่อิษฏ์ : อย่างไปดูนกตอนเช้าเนี่ย ทีแรกก็โชว์พลัง ว่าดูเป็นมากกว่าคนอื่น หานกยากๆ พอหลังๆมานี่ เฮ้ย คนหายไปเรื่อย ๆ(หัวเราะ) เดินไปเดินมาเหลือคนเดียว มันก็ไม่ดี ตอนนี้ก็ไป ก็ดูสนุก ๆ แล้ว เออ ! อันนั้นสวย อันนี้สวยผ่อนคลาย หาร้านลูกชิ้นแวะกินลูกชิ้น ไม่จำเป็นต้องดูนกตลอดเวลา ถ้ามันจะเป็นการสร้างนิสัยให้เขาใหม่ก็ OK แต่อย่าไปหวังว่าทุกคนเขาจะดูได้เหมือนเรา หรือเราจะต้องไปดูได้เหมือนคนนั้นคนนี้ เราไม่เชื่อ แต่ยกเว้นในกรณีของคนที่เขาจริงจังและมีความสุขนะ เราเองก็อยากจริงจัง แต่ทำได้ไม่นาน และเราก็ชอบที่มีคนจริงจังกับการดู ตั้งใจริง มันทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา

เตี๊ยม : สถานที่เที่ยวตอนสมัยเรียนกับตอนนี้มันต่างกันไหมครับ

พี่อิษฏ์ : ไกลขึ้นนะ อยากไปสิมิลัน อยากไปเนปาล ไปภูฏาน ธิเบต ไปอินเดีย ฟุ้งไปเรื่อย เราว่าใครๆ ก็อยากไปให้ไกลขึ้นเป็นเรื่องปกติ ถ้ามีโอกาส

เตี๊ยม : ไปในที่กว้างมากขึ้น

พี่อิษฏ์ : ใช่ แต่ก็ใช่ว่าเป็นกฏที่จะต้องทำ และก็ไม่ได้บอกว่าเป็นสิ่งดีเสมอไปนะ บางครั้งมันก็น่าเศร้าในขณะที่ประเทศตัวเองยังเที่ยวไม่หมด มีคนเขาบอกว่าไปเยอะมากเลย แต่บ้านเราอยู่แค่นี้ ดันกลับไม่ไป เออ ! ฟังดูเศร้านะ ช่วงหลังไปเยอะหน่อย เพราะว่ามีรุ่นพี่ดีก็พี่คนนี้ช่วยออกค่ารถให้ไปเชียงตุง เข้าพม่า เข้าเวียดนาม เข้าลาว เข้านู่นเข้านี่ พอเราเที่ยวเป็นแล้วเขาก็ปล่อย อยากทำอะไรก็ทำ ก็ถึงบอกว่าคนอย่างนี้ ถ้าไม่ทำตัวเองอย่างนี้ ก็ไม่ได้ ถ้าใจเรามันไปไม่ถึงก็จะไม่ได้ไปหรอก

อริส : ถ้าอยากจะไปเที่ยวแบบพี่ควรเริ่มจากอะไรก่อน

พี่อิษฏ์ : เริ่มจากใกล้ๆ ก่อนแต่ที่สำคัญ ควรจะเตรียมพร้อม หาข้อมูลเป็นการระวังตัวเองเบื้องต้น ทุกคนที่เดินทางไม่ได้ไปแบบดุ่ย ๆ หรอก แต่มีการเตรียมพร้อมก่อน

พี่ผึ้ง : ตั้งแต่ออกจากชมรมไปทำงานมากมาย เมือพี่หันกลับมามอง รู้สึกว่าชมรมเราเป็นอย่างไรบ้าง

พี่อิษฏ์ : ไม่ได้รู้สึกอะไรเลยครับ เราเป็นคนที่ไม่อินกับอะไรมาก ช่วงไหนสนุกเราก็ทำ แล้วเราไม่ได้รู้สึกว่า มันต้องอยู่ไปยืนยาวชั่วตราบฟ้าดินสลาย ถ้าวันใดวันหนึ่ง น้องไม่อยากทำกันแล้ว ไม่สนุกแล้ว ก็เลิกทำ จบ! สักวันนึง หากมีคนจะมาฟื้นก็ทำ แต่ก่อนอาจจะเป็นเหมือนกันนะ บางครั้งก็รู้สึกเครียด ดังนั้น อย่าไปคิดว่าปีนั้นเป็นอย่างนั้น ปีนี้เป็นอย่างนี้ พยายามอย่าไปคิด ไปคิดวิธีที่อยู่ร่วมกันแล้วสนุกดีกว่า ทำให้มันส์ดีกว่า เราก็มีความสุขทั้ง 2 ฝ่าย ใครทำอะไรได้แค่ไหนก็แค่นั้น พอแล้ว อย่าไปพยายามบังคับคนอื่นให้เหมือนเรา ต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันจะไม่มีความสุขไง แล้วถึงเวลาที่เราจะต้องปล่อยอะไร ถ้า happy อยากจะทำก็อยู่ทำสิ อย่างนี้ สมมติถ้าจบไปแล้วอยากทำต่อ ก็ทำต่อไป ก็มาทำกันได้ ถ้านั่นคือ ความสุขก็ทำ มันไม่แปลกหรอก แต่กับตัวเราเราชอบลองอย่างอื่น ลองไปเรื่อย ไปเป็นสตาฟทัวร์ เพราะใครก็ใฝ่ฝันจัง ก็ลองไปทำมันดีอย่างที่เค้าอยากเป็นจริงหรือ แต่เอาเข้าจริงถ้าเจอลูกทัวร์ที่เค้าไม่พอใจ ก็ต้องทนนะ ต้องพบปัญหาเหมือนกัน แต่มันก็ดีที่ได้รู้สึกกดดันบ้าง จริงจังขึ้นด้วย

อริส : คำถามนี้ฝากมาจาก อ.ก้อง ถามว่า พี่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กมาร่วมกิจกรรม

พี่อิษฏ์ : คำถามนี้ อ.ก้อง ถามมานานและถามกันตลอด ไม่เฉพาะอาจารย์ในหมู่คณะพวกเราเองก็มักตั้งคำถามแบบนี้ (หัวเราะ) อ.พยายามคิดวิธี เราชอบอย่างหนึ่งว่า อ.จะมีคำถาม อ.จะไม่สั่งว่า เอ้า ไป ไปทำมา คุณต้องทำอย่างนี้นะเด็กมาแน่เลย ไม่สั่ง ให้คิด ให้ไปถามมาแล้วคุยกัน ปัญหานี้มีมานานแล้ว เราถามตัวเองว่ากิจกรรมเรามันน่าสนใจแค่ไหน มันเป็นเรื่องเฉพาะ มาก ถ้าหาเรื่องอื่นมาทำได้ อาจกลับมาเปิดโรงหนังไหมหล่ะ เก็บ 10 บาทงี้ เราชอบดูหนัง อ.ก็ชอบดูหนัง หาหนังมาป้อนให้ได้ช่วยกัน หนังด้านนู้น ด้านนี้ แต่ก็มีความเสี่ยงนะ เพราะเราไม่ได้มีสถานที่และอุปกรณ์เป็นของตัวเอง แต่ยังไงก็ต้องคิดต่อไป เรื่อยๆ เพื่อจะได้วิธีที่ดี